ความรู้เรื่องการพิมพ์ จำนวนผู้เข้าชม : 3944

ความรู้เรื่องการพิมพ์

1. คำศัพท์ทางการพิมพ์
คำศัพท์ทางการพิมพ์เป็นศัพท์ที่ใช้ทั่ว ๆ ไป ในวงการการพิมพ์ เวลาคุยกับโรงพิมพ์จะได้สื่อสารกันเข้าใจและรู้เรื่องมากยิ่งขึ้น เพื่อความถูกต้องและรวดเร็วด้วย

1.1 เพลท หมายถึง แม่พิมพ์ ถ้าเป็นการพิมพ์ออฟเซ็ตแม่พิมพ์จะมีลักษณะเป็นแผ่นโลหะบางๆ เคลือบด้วยสารเคมี โดยส่วนที่ต้องรู้และสำคัญก็คือ ต้นทุนในการทำแม่พิมพ์เป็นต้นทุนคงที่ เช่น แม่พิมพ์ 4 สี สมมติว่าต้นทุน 10,000 บาท ถ้าพิมพ์ โปสเตอร์ 1 ใบ ก็ต้องเสียค่าแม่พิมพ์ 10,000 บาท แต่ถ้าพิมพ์ 1,000 ใบ ค่าแม่พิมพ์เฉลี่ยแล้วเหลือใบละ 10 บาท จะทำให้ถูกลงไปเยอะเลย ดังนั้นถ้าพิมพ์ยอดน้อยๆ ก็ต้องทำใจว่าต้นทุนต่อหน่วยค่อนข้างจะสูง จึงควรวางแผนให้เหมาะสมและประหยัดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด
1.2 ใบชุด หมายถึง จำนวนสำเนาของใบเสร็จแต่ละชุด (รวมต้นฉบับ) คือเวลาพิมพ์ใบเสร็จ 1 เล่มจะมี 50 ชุด แต่ละชุดจะมีสำเนา ถ้าบอกว่าใบเสร็จ 4 ใบชุด หมายถึง ใบเสร็จแต่ละชุด (แต่ละเลขที่) จะมี สำเนา 3 ใบรวมต้นฉบับเป็น 4 ใบ
1.3 เจียน หมายถึง คือการตัดขอบกระดาษที่เผื่อไว้ในตอนพิมพ์ออก โดยปกติเวลาพิมพ์งาน โรงพิมพ์จะพิมพ์กระดาษแผ่นใหญ่แล้วค่อยมาตัดแบ่งออกเป็นชิ้นงาน ตามขนาดที่ต้องการ เช่น โบรชัวร์ขนาด A4 โรงพิมพ์อาจจะพิมพ์ครั้งละ 8 หน้าแล้วค่อยมาตัดแบ่งเป็น A4 ภายหลัง โดยในการตัดแบ่งจะต้องตัดขอบออก อาจจะตัดหยาบๆออกเป็น 8 แผ่นก่อน ตัดมาแล้วขนาดอาจจะยังไม่ถูกต้องดี เช่น ใหญ่กว่าสัก 2-3 มิลลิเมตร ดังนั้นจึงต้องเอาแต่ละแผ่นมาตัดละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
1.4 ไดคัท มีสองความหมาย
ความหมายแรก คือการตัดขอบกระดาษแต่ไม่เหมือนกับการเจียน การเจียนจะตัดเป็นเส้นตรง ส่วนไดคัท เป็นการตัดขอบตามรูปทรงต่างๆ จะหยักจะโค้งอย่างไรก็ได้ ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการเจียน
ความหมายที่สอง คือการลบฉากหลังของภาพออก เช่น ถ่ายภาพบ้านจัดสรรมาแล้วฉากหลังไม่สวยงาม จึงลบฉากหลังออกเพื่อนำไปวางลงบนฉากหลังอื่น หรือไม่เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นฉากหลังขาว
1.5 พิมพ์กี่สี หมายถึง การนับจำนวนสี นับจากสีที่พิมพ์ ไม่นับสีของกระดาษ เช่น กระดาษพื้นมีชมพู พิมพ์สีดำ อย่างนี้เรียกพิมพ์ 1 สี ในงานพิมพ์อาจจะมีสีเทาอ่อน เทาแก่ก็นับเป็นสีเดียว เพราะเป็นการลดนํ้าหนักสี แต่หมึกที่ใช้เป็นหมึกสีดำ
1.6 กระดาษเคมี หมายถึง เป็นกระดาษสำหรับพิมพ์ใบเสร็จที่เขียนด้านบนแล้ว จะติดลงไปถึงแผ่นที่อยู่ด้านล่างด้วย โดยไม่ต้องใช้กระดาษคาร์บอน หรือจะเรียกว่ากระดาษก็อปปี้ในตัวก็ได้

2. ชนิดกระดาษ
กระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เรามารู้จักกระดาษหลักๆที่นิยมใช้กันก่อน

2.1 กระดาษอาร์ต นิตยสารเกือบทั้งหมดมักจะใช้กระดาษอาร์ตเป็นปก รวมทั้งหน้าในที่พิมพ์สี่สีด้วย ลองหยิบนิตยสารขึ้นมาดูสักเล่มจะเห็นว่ากระดาษชนิดนี้เนื้อจะแน่น ผิวเรียบ มีทั้งอาร์ตด้าน และอาร์ตมัน เหมาะสำหรับพิมพ์งานสี่สี ยิ่งถ้าเคลือบผิวเข้าไปยิ่งสวยจะเคลือบให้ดูมันวาว หรือเคลือบด้านก็ได้ มีความหนาหลายระดับ มีตั้งแต่บางๆ ใช้ทำฉลากเช่นฉลากปลากระป๋อง ไปถึงหนาๆ แข็งๆ เช่น ปกนิตยสาร นอกจากนี้กระดาษอาร์ตยังเหมาะสำหรับงานพวกโปสเตอร์ โบรชัวร์ ต่างๆ ด้วย แต่กระดาษชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง
2.2 กระดาษปอนด์ ตัวอย่างกระดาษปอนด์ก็ เช่น หน้าในของสมุดที่นักเรียนนักศึกษาใช้น่ะค่ะ หรือไม่ก็หน้าในของนิตยสารที่พิมพ์ขาวดำ กระดาษปอนด์เป็นกระดาษที่เนื้อแน่นพอสมควร แต่จะไม่เท่ากับกระดาษอาร์ต ฉีกขาดง่ายกว่า ทนความชื้นน้อยกว่า ใช้พิมพ์สี่สีก็ได้ค่ะ แต่ไม่สวยเท่ากระอาร์ต แต่เขียนง่ายกว่าทั้งปากกาและดินสอ ที่สำคัญราคา
ถูกกว่ากระดาษอาร์ตมากค่ะ พวกหนังสือพิมพ์ธุรกิจ เช่น ประชาชาติ ฐานเศรษฐกิจ ก็ใช้กระดาษชนิดนี้เหมือนกัน
2.3 กระดาษปรู๊ฟ หนังสือพิมพ์ทั่วไป เช่น ไทยรัฐ เดลินิวส์ เป็นต้น ลองจับกระดาษหนังสือพิมพ์ดู จะเป็นกระดาษปรู๊ฟ เนื้อจะฟู หลวม สีไม่ขาวมาก ออกไปทางเหลืองด้วยซํ้า ไม่ค่อยทนความชื้น ฉีกขาดง่าย พิมพ์สี่สีก็พอได้แต่ไม่สวยเท่าสองชนิดแรก แล้วพิมพ์ยากกว่าด้วย แต่ก็มีข้อดีคือราคาถูกกว่าสองชนิดแรก
2.4 กระดาษแบงค์ กระดาษแบงค์เป็นกระดาษบางๆ มักจะมีสี เช่น สีชมพู สีฟ้า จะใช้สำหรับพิมพ์บิลต่างๆ หรือใบปลิวก็พอไหว
2.5 กระดาษแอร์เมล์ เนื้อบางมาก นิยมใช้พิมพ์ใบบิล เช่นกัน
2.6 กระดาษเคมี กระดาษชนิดนี้เคลือบสารเคมี เมื่อเขียนด้านบนแล้วจะติดที่กระดาษแผ่นล่างด้วยเรียกง่ายๆ ก็กระดาษก็อปปี้ในตัว เดี๋ยวนี้บิลสมัยใหม่ไม่ต้องแทรกกระดาษคาร์บอนแล้ว
2.7 กระดาษพีวีซี คล้ายๆพลาสติก ฉีกขาดยาก ทนความชื้นได้ดีมาก นิยมใช้ทำนามบัตรโดยเฉพาะ

3. ขนาดงานพิมพ์ที่เหมาะสม

3.1 ขนาดมาตรฐานสากล ขนาดมาตรฐานสากลนี่จำง่าย ไม่ต้องจำตัวเลขก็ได้ บอกแค่ชื่อโรงพิมพ์จะรู้ทันที เลือกขนาดตามนี้ปลอดภัย ไม่มีเหลือเศษ (คำเรียก “นิ้ว”)

 

Tabloid 11 x 17
F4 8 1/2 x 14
Letter 8 1/2 x 11
Executive 7 1/4 x 10 1/2
A3 12 x 18
A4 8 1/4 x 11 3/4
A5 8 1/4 x 5 7/8

3.2 ขนาดที่ตัดกระดาษลงตัว ถ้าไม่ใช้ขนาดมาตรฐานสากลก็สามารถเลือกขนาดตามตัวอย่างข้างล่างนี้ก็ได้ ถ้าไม่เท่ากันพอดีก็ต้องเล็กกว่าตัวอย่าง (ขนาดตัด “นิ้ว”)

1 31 x 43
2 31 x 21 1/2
3 31 x 14 1/4 (ตามยาว)
3 15 1/2 x 27 1/2 (รูปตัว T)
4 15 1/2 x 21 1/2
5 13 x 18
6 14 1/4 x 15 1/2
8 10 3/4 x 15 1/2
9 10 1/4 x 14 1/4
10 8 1/2 x 15 1/2
11 8 1/2 x 13 1/2
13 8 1/2 x 11
15 8 1/2 x 10 1/4
16 7 3/4 x 10 3/4
18 7 1/8 x 10 1/4
20 7 3/4 x 8 1/2
21 6 1/8 x 9 1/2
25 6 1/8 x 8 1/2
32 5 3/8 x 7 3/4
36 5 1/8 x 7 1/8

4. การนับสี
เวลาจะให้โรงพิมพ์คิดราคา โรงพิมพ์จะต้องถามว่าพิมพ์กี่สี เพราะจำนวนสีที่พิมพ์มีผลโดยตรงต่อราคา การนับสีจะนับเฉพาะสีที่พิมพ์ ไม่นับสีของกระดาษ ตัวอย่างเช่น ใบเสร็จรับเงินพื้นสีฟ้า พิมพ์ตัวหนังสือสีดำและเส้นเป็นสีเทา อย่างนี้เรียกว่าพิมพ์ 1 สี สีฟ้าไม่นับเพราะเป็นสีของกระดาษ ส่วนสีเทาก็คือสีดำที่พิมพ์ให้มีนํ้าหนักอ่อนลง รวมแล้วทั้งเทาและดำก็นับเป็นสีเดียว

4.1 พิมพ์ 1 สี การพิมพ์สีเดียวเป็นงานพิมพ์ที่เราเห็นกันทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นงานขาวดำเช่น หนังสือเล่มทั้งหลาย ตำราเรียน พ็อคเก็ตบุ๊คส์ แต่เป็นหน้าในไม่ใช่ปก แต่จริงๆ แล้วงานสีเดียวจะพิมพ์สีอะไรก็ได้ เช่น แดง เหลือง หรือนํ้าเงิน และในสีที่พิมพ์นั้นก็เลือกความเข้มได้หลายระดับ ทำให้ดูเหมือนว่าพิมพ์หลายสีได้ เช่น
พิมพ์สีแดงบนกระดาษขาว ถ้าพิมพ์จางๆก็จะได้สีชมพูเป็นต้น การพิมพ์ 1 สี มีต้นทุนตํ่าที่สุด ถ้ามีงบจำกัดก็เลือกพิมพ์สีเดียว

พิมพ์สีนํ้าตาลสีเดียว พิมพ์สีนํ้าเงินสีเดียว พิมพ์สีเขียวสีเดียว
สีขาวเป็นสีของกระดาษ พิมพ์นํ้าตาลสีเดียว
สีขาวเป็นสีของกระดาษ

4.2 พิมพ์หลายสี การพิมพ์สีเดียวอาจจะดูไม่น่าสนใจนัก ถ้าต้องการความสวยงามก็อาจจะต้องพิมพ์หลายสี เช่น พิมพ์ 2 สี หรือ 3 สี เป็นต้น ส่วนใหญ่จะนิยมพิมพ์ 2 สี เช่น ดำกับแดง หรือดำกับนํ้าเงิน หรือคู่สีอะไรก็ได้ค่ะ ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มจากพิมพ์สีเดียวขึ้นมาอีกบางส่วน เพราะโรงพิมพ์จะต้องเพิ่มแม่พิมพ์ตามจำนวนสี และต้องเพิ่มเที่ยวพิมพ์ตามไปด้วย

พิมพ์ 2 สี นํ้าตาลกับสีเขียว พิมพ์ 2 สีฟ้ากับสีดำ
สีขาวเป็นสีของกระดาษ พิมพ์ 3สี ฟ้าดำและส้ม พิมพ์ 4 สี ฟ้า ดำ ส้มและแดง

4.3 พิมพ์สี่สี (แบบสอดสี) ถ้าต้องการพิมพ์ภาพที่มีสีสันสวยงาม เหมือนกับที่ตาเราเห็นก็ต้องพิมพ์สี่สีแบบสอดสี เรานิยมเรียกกันสั้นๆว่าพิมพ์ 4 สี การพิมพ์แบบนี้ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องการพิมพ์มีกี่ร้อยกี่พันสี โรงพิมพ์ก็จะใช้วิธีพิมพ์สีหลักสี่สี แล้วมันจะผสมกันออกมาได้สารพัดสีตามที่ต้องการ ซึ่งแน่นอนว่าขั้นตอนยากกว่าสองแบบแรก ค่าใช้จ่ายก็สูงกว่า เพราะต้องใช้แม่พิมพ์ถึง 4 ตัว แล้วก็ต้องพิมพ์สี่รอบ สีที่ใช้พิมพ์เขาก็มีชื่อเรียกกัน สี่สีที่ว่าก็คือ ชมพู เหลือง ฟ้าและดำ ไม่น่าเชื่อว่า สี่สีนี้ผสมกันออกมา จะให้เป็นสีอะไรก็ได้ เป็นล้านสีเลย พวกปกหนังสือ โปสเตอร์สวย หน้าแฟชั่นในนิตยสารก็ล้วนแต่พิมพ์สี่สีเป็นส่วนใหญ่ ลองดูตัวอย่างดีกว่า

พิมพ์สี Magenta พิมพ์สี Yellow พิมพ์สี Cyan พิมพ์สี Black พิมพ์ทั้งสี่สี

5. การเข้าเล่ม
การเข้าเล่มไม่มีอะไรซับซ้อน ขอแนะนำแบบต่างๆที่นิยมใช้กัน ดังนี้

5.1 เข้าเล่มกาวหัว การเข้าเล่มแบบนี้ใช้สำหรับพวกใบเสร็จต่างๆ หรือไม่ก็พวกสมุดฉีก ็กระดาษโน้ต memo อะไรทำนองนี้ เป็นการเข้าเล่มสำหรับให้ฉีกออกไปใช้ โดยเฉพาะ วิธีการก็ง่ายมาก เอากระดาษมาเรียงกันเป็นตั้ง แล้วเอากาวลาเท็กซ์ ทาที่ขอบด้านบน ที่สัน ตรงหัวกระดาษนั่นแหละ จึงได้ชื่อว่าการเข้าเล่มแบบ
"กาวหัว"
5.2 เข้าเล่มแบบไสกาว (ไสสันทากาว) ลองดูการเข้าเล่มของนิตยสารดู เข้าเล่มแบบไสกาวทั้งนั้น พวกพ็อคเก็ตบุคส์ หนังสือเรียน ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีนี้ทั้งนั้น เพราะราคาไม่แพง ความทนทาน ก็พอใช้ได้ แค่พอใช้ได้ เคยเจอไหม นิตยสารเล่มหนา เปิดไปเปิดมาจะมีหน้ากระดาษหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ ยิ่งเราพยายามกางหนังสือออกมากๆก็จะหลุดง่าย การเข้าเล่มแบบนี้กางหนังสือออกได้ไม่มาก พอปล่อยมือหน้ากระดาษจะดีดกลับ หุบเข้ามาเหมือนเดิม ถ้าเราขืนกางมากๆ ( เช่น เวลาเอาไปถ่ายเอกสาร) พวกก็พาลหลุดซะเลย วิธีเข้าเล่มแบบไสกาว เขาจะนำกระดาษที่เรียงหน้าเป็นเล่มแล้ว มาไสด้านข้างให้เป็นขุยก่อนแล้วจึงทากาว ที่ต้องไสสันก่อนก็เพื่อให้
กาวแทรกซึมเข้าไปดรขึ้น การยึดติดก็จะดีขึ้น นั่นเป็นที่มาของคำว่า "ไสกาว")
5.3 การเข้าเล่มแบบเย็บอก หรือเย็บมุงหลังคา แบบนี้ง่าย นิยมใช้เย็บสมุดของนักเรียนนักศึกษา หรือหนังสือที่มีจำนวนหน้าน้อยๆ ไม่เกิน 60 หน้า หรืออย่างมากก็ 80 หน้า วิธีการก็คือ เอากระดาษทั้งเล่ม มาเรียงกันแล้วพับครึ่งตามแนวตั้ง จากนั้นใช้ลวดเย็บกระดาษเย็บ เป็นอันจบพิธี
5.4 เข้าเล่มแบบเย็บกี่ การเข้าเล่มแบบเย็บกี่นี่ทนสุดๆ กางออกได้มาก ลองดูพวก พจนานุกรม ดิคชันนารี สารานุกรม เล่มใหญ่ๆ จำนวนหน้ามากๆ บางเล่มเป็นพันหน้าก็มี เขาเข้าเล่มด้วยการเย็บกี่ทั้งนั้น วิธีการก็ยุ่งยากพอสมควร โดยเอากระดาษทั้งเล่มมาแยกออกเป็นส่วนย่อยหลายๆส่วน แล้วเย็บแยกแต่ละส่วนเป็นเล่มเหมือน
เย็บอกในข้อสาม แต่ใช้ด้ายเย็บ จากนั้นเอาเล่มย่อยๆมาร้อยรวมกันเป็นเล่มใหญ่อีกที แล้วจึงหุ้มด้วยปกอีกชั้น

 

 

 

 

สาระน่ารู้เรื่องอื่นๆ ในหมวด :
 
คำค้น : โรงพิมพ์, โรงพิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์, งานพิมพ์, พิมพ์โบรชัวร์, พิมพ์แผ่นพับ, พิมพ์แคตตาล๊อก, พิมพ์ใบปลิว, พิมพ์โปสเตอร์, พิมพ์สติกเกอร์, พิมพ์กล่องบรรจุภัณฑ์, พิมพ์กล่องขนม, พิมพ์ฉลาก, พิมพ์คู่มือ, พิมพ์วารสาร, พิมพ์หนังสือ, พิมพ์บัตรเชิญ, พิมพ์ป้ายตราสินค้า, พิมพ์เมนู, พิมพ์แฟ้ม, พิมพ์ปฏิทิน, สิ่งพิมพ์
โรงพิมพ์สุขสวัสดิ์, โรงพิมพ์พระราม2, พิมพ์กล่องเครื่องสำอาง, พิมพ์กล่องยา, พิมพ์กล่องอาหารเสริม, พิมพ์กล่องขนม, พิมพ์กล่องอาหาร, พิมพ์กล่องบรรจุเครื่องมือช่าง, พิมพ์กล่องบรรจสินค้าเอสเอ็มอี, พิมพ์กล่องบรรจสินค้าโอทอป, ราคางานพิมพ์, หัวแผงหนีบ, กล่องและแผง, โรงพิมพ์ออฟเซ็ท, โรงพิมพ์คุณภาพ, เช็คราคางานพิมพ์, โรงพิมพ์ทวีผล